ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

กฏกติกาของมวยไทย


กฏกติกามวยไทย

กติกาการแข่งขันมวยไทย


     มวยไทยนั้นมีการฝึกสอนและแข่งขันในประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต สำหรับกติกาการแข่งขันมวยไทยในสมัยโบราณ แทบจะพูดได้ว่า ไม่มีกติกาที่แน่นอน การเปรียบเทียบเพื่อชกในอดีตจะยึดหลักความสมัครใจเป็นที่ตั้ง ไม่มีการชั่งน้ำหนัก เพราะต่างถือว่าขนาดของร่างกาย อายุ น้ำหนัก และส่วนสูงไม่มีความสำคัญเท่ากับฝีไม้ลายมือในชั้นเชิงมวยไทย  ไม่มีการกำหนดยกในการแข่งขันที่แน่นอนคือจะชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถชกต่อได้ ก็ให้ฝ่ายที่ยังยืนอยู่เป็นผู้ชนะ แม่ไม้มวยไทยทุกท่านำมาใช้ในการแข่งขันได้หมด ส่วนเวลาในการชกแต่ละยกก็ใช้กะลาเจาะรูลอยน้ำเมื่อกะลาจมก็ถือว่าหมดยก  ทำให้ไม่มีมาตรฐานเท่าที่ควรเพราะกะลามีใบเล็กใบใหญ่ขนาดไม่เท่ากัน และรูที่เจาะก็มีรูเล็กรูใหญ่ไม่เท่ากันทำให้กะลาจมลงในเวลาต่างกัน ยังไม่มีการกำหนดมุมเป็นมุมแดงมุมน้ำเงิน  ไม่มีชุดที่ใช้ในการแข่งขันเฉพาะใครใส่ชุดใดก็ได้ชุดนั้นแข่งขันได้เลย แต่ให้คาดเชือกที่หมัดทั้งสองข้าง สรุปแล้วกติกาการแข่งขันไทยในอดีตไม่แน่นอน โดยจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความสมัครใจของนักมวยทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

กติกาการแข่งขันมวยไทยสมัยโบราณ


          มวยไทยนั้นมีการฝึกสอนและแข่งขันในประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต สำหรับกติกาการแข่งขันมวยไทยในสมัยโบราณ แทบจะพูดได้ว่า ไม่มีกติกาที่แน่นอน การเปรียบเทียบเพื่อชกในอดีตจะยึดหลักความสมัครใจเป็นที่ตั้ง ไม่มีการชั่งน้ำหนัก เพราะต่างถือว่าขนาดของร่างกาย อายุ น้ำหนัก และส่วนสูงไม่มีความสำคัญเท่ากับฝีไม้ลายมือในชั้นเชิงมวยไทย  ไม่มีการกำหนดยกในการแข่งขันที่แน่นอนคือจะชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะไม่สามารถชกต่อได้ ก็ให้ฝ่ายที่ยังยืนอยู่เป็นผู้ชนะ แม่ไม้มวยไทยทุกท่านำมาใช้ในการแข่งขันได้หมด ส่วนเวลาในการชกแต่ละยกก็ใช้กะลาเจาะรูลอยน้ำเมื่อกะลาจมก็ถือว่าหมดยก  ทำให้ไม่มีมาตรฐานเท่าที่ควรเพราะกะลามีใบเล็กใบใหญ่ขนาดไม่เท่ากัน และรูที่เจาะก็มีรูเล็กรูใหญ่ไม่เท่ากันทำให้กะลาจมลงในเวลาต่างกัน ยังไม่มีการกำหนดมุมเป็นมุมแดงมุมน้ำเงิน  ไม่มีชุดที่ใช้ในการแข่งขันเฉพาะใครใส่ชุดใดก็ได้ชุดนั้นแข่งขันได้เลย แต่ให้คาดเชือกที่หมัดทั้งสองข้าง สรุปแล้วกติกาการแข่งขันไทยในอดีตไม่แน่นอน โดยจะเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และความสมัครใจของนักมวยทั้งสองฝ่ายเป็นสำคัญ

กติกาการแข่งขันมวยไทยสมัยปัจจุบัน


          กติกามวยไทยสมัยปัจจุบันจะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนครอบคลุมทุกๆ เรื่อง การแข่งขันมวยไทย
ในปัจจุบันนักมวยต้องสวมนวมขนาด  4  ออนซ์ แต่งกายแบบนักกีฬามวยคือ สวมกางเกงขาสั้นสวมกระจับ สวมปลอกรัดเท้าหรือไม่ก็ได้ เครื่องรางของขลังผูกไว้ที่แขนท่อนบนได้ ส่วนเครื่องรางอื่นๆ ใส่ได้เฉพาะตอนร่ายรำไหว้ครูแล้วให้ถอดออกตอนเริ่มทำการแข่งขัน ในการแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คนกรรมการให้คะแนนข้างเวที 2 คน จำนวนยกในการแข่งขันมีกรรมการผู้ชี้ขาดบนเวที 1 คนกรรมการให้คะแนนข้างเวที 2 คน จำนวนยกในการแข่งขันมี 5 ยก ยกละ 3 นาที พักระหว่างยก 2 นาที การแข่งขันแบ่งเป็นรุ่นตามน้ำหนักตัวของนักมวยเหมือนกับหลักเกณฑ์ของมวยสากล อวัยวะที่ใช้ในการต่อสู้คือ หมัด เท้า เข่า ศอก เข้าชก เตะ ถีบ ถอง เป็นต้น ได้ทุกส่วนของร่างกายโดยไม่จำกัดที่ที่ชก แม่ไม้มวยไทยที่มีอันตรายสูงบางท่าถูกห้ามใช้เด็ดขาด อาทิ ท่าหลักเพชร  เป็นท่าจับขาแล้วหักด้วยการนั่งทับ เป็นต้น สำหรับรายละเอียดของกติกาแต่ละข้อจะปรากฏในภาคผนวก

 การจำแนกรุ่น มี 19 รุ่น ดังนี้

1.              รุ่นพินเวท น้ำหนักต้องเกิน 93 ปอนด์ (42.272  กิโลกรัม) และไม่เกิน 100 ปอนด์

                        (45.454 กิโลกรัม)

2.              รุ่นมินิฟลายเวท น้ำหนักต้องเกิน 100 ปอนด์ (45.454 กิโลกรัม) และไม่เกิน 105 ปอนด์               
                        (47.727  กิโลกรัม)

3.              รุ่นไลท์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 105 ปอนด์ (47.727 กิโลกรัม) และไม่เกิน 108 ปอนด์
                        (48.988 กิโลกรัม)

4.              รุ่นฟลายเวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 108 ปอนด์(48.988 กิโลกรัม)และไม่เกิน 112 ปอนด์
                        (50.802  กิโลกรัม)

5.              รุ่นซูเปอร์ฟลายเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 112 ปอนด์(50.802 กิโลกรัม)และไม่เกิน 115 ปอนด์
                           (52.163 กิโลกรัม)

6.              รุ่นแบนตั้มเวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 115ปอนด์(52.163 กิโลกรัม)และไม่เกิน 118 ปอนด์
                        (53.524 กิโลกรัม)

7.              รุ่นซูเปอร์แบนตั้มเวท น้ำหนักตัวต้องเกิน118ปอนด์(53.524 กิโลกรัม)และไม่เกิน 122 ปอนด์
                        (55.338 กิโลกรัม)

8.              รุ่นเฟเธอร์เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 122ปอนด์(55.338 กิโลกรัม)และไม่เกิน 126 ปอนด์
                        (57.153 กิโลกรัม)

9.              รุ่นซูเปอร์เฟเธอร์เวท น้ำหนักตัวต้องเกิน 126 ปอนด์(57.153 กิโลกรัม)และไม่เกิน130 ปอนด์  
                        (58.967 กิโลกรัม)

10.       รุ่นไลท์เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 130 ปอนด์(58.967 กิโลกรัม)และไม่เกิน 135 ปอนด์
                        (61.235 กิโลกรัม)

11.       รุ่นซูเปอร์ไลท์เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 135 ปอนด์(61.235 กิโลกรัม)และไม่เกิน 140 ปอนด์   
                        (63.503 กิโลกรัม)

12.       รุ่นเวลเตอร์เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 140 ปอนด์(63.503 กิโลกรัม)และไม่เกิน 147 ปอนด์
                        (66.678 กิโลกรัม)

13.       รุ่นซูเปอร์เวลเตอร์เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 147 ปอนด์(66.678 กิโลกรัม)และไม่เกิน
                        154 ปอนด์ (69.853 กิโลกรัม)

14.       รุ่นมิดเดิลเวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 154 ปอนด์(69.853 กิโลกรัม)และไม่เกิน 160 ปอนด์
                       (71.575 กิโลกรัม)

15.       รุ่นซูเปอร์มิดเดิลเวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 160 ปอนด์(71.575 กิโลกรัม)และไม่เกิน
                       168 ปอนด์ (76.374 กิโลกรัม)

16.       รุ่นไลท์เฮฟวี่เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 168 ปอนด์(76.374 กิโลกรัม)และไม่เกิน 175 ปอนด์
                        (79.379 กิโลกรัม)

17.       รุ่นฟลายเวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 175 ปอนด์(779.379 กิโลกรัม)และไม่เกิน 190 ปอนด์
                       (86.183 กิโลกรัม)

18.       รุ่นเฮฟวี่เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 190 ปอนด์(86.183 กิโลกรัม)และไม่เกิน 200 ปอนด์
                       (90.900 กิโลกรัม)


19.       รุ่นซูเปอร์เฮฟวี่เวท  น้ำหนักตัวต้องเกิน 200 ปอนด์ขึ้นไป(90.900 กิโลกรัมขึ้นไป)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ประวัติการไหว้รำครูมวย

ประวัติการไหว้รำครูมวย ไหว้ครูรำมวย เป็นการร่ายรำในกีฬา มวยไทย เพื่อแสดงถึงความกตัญญูรู้คุณและความเคารพต่อครูมวย เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เช่นเดียวกับวิชาการหลายแขนงของ ไทย  ที่มักทำการไหว้ครูก่อน และให้มีการสวม มงคล ขณะทำการร่ายรำไหว้ครู เนื่องจากถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ท่าที่นิยมทำการไหว้ครูมากที่สุดคือ พรหมสี่หน้า, หงส์เหิร, ยูงฟ้อนหาง, สอดสร้อยมาลา, พระรามแผลงศร, พยัคฆ์ตามกวาง, เสือลากหาง, สาวน้อยประแป้ง, ลับหอกโมกขศักดิ์ และกวางเหลียวหลัง ฯลฯ การรำไหว้ครูเริ่มจากนั่ง กราบเบญจางคประดิษฐ์ คุกเข่าถวายบังคม ขึ้นพรหมนั่ง-ยืน ท่ารำมวย (อาจมีการเดินแปลง ย่างสามขุม การรูดเชือก การบริกรรมคาถา) เพื่อสำรวจ ทักทายหรือข่มขวัญซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละค่าย หรือสำนัก โดยมีการบรรเลงดนตรีให้จังหวะในการต่อสู้ซึ่งใช้ "เพลงสะหระหม่าแขก" ใช้ในการไหว้ครู "เพลงบุหลันชกมวย" และ "เพลงเชิด" ใช้ในการต่อสู้ ส่วนเครื่องดนตรีไทยที่ใช้บรรเลงประกอบด้วย   ปี่ชวา ,  กลองแขก  และ ฉิ่ง ประวัติ การรำมวยไหว้ครูมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีที่มาของการที่นักมว...

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย

ประวัติความเป็นมาของมวยไทย มวยไทย มรดกไทย - มรดกโลก             มวยไทยกับคนไทย ....จากการจำแนกเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ คนไทยมีเชื้อชาติอยู่ในกลุ่มมองโกเลีย ลักษณะร่างกายโดยทั่วไปตัวเล็กกว่าคนที่อาศัยอยู่ในเขตหนาว ความสูงโดยเฉลี่ย 5 ฟุต 3 นิ้ว ร่างกายล่ำสัน สมส่วน ทะมัดทะแมง น้ำหนักตัวน้อย มีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง มือมีเนื้อนุ่มนิ่ม ผิวสีน้าตาลอ่อน ผมดกดำ ขนตามตัวมีน้อย เคราไม่ดกหนา รูปศีรษะเป็นสัดส่วนดี ลูกตาสีดำตาขาวมีสีเหลืองเล็กน้อย กระพุ้งแก้มอวบอูม ใบหน้ากลม เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นเมืองร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรประชาชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ใช้เรือเป็นพาหนะ จึงทำให้คนไทยสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ไม่สวมหมวกและรองเท้า สามารถใช้อวัยวะหมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว จึงนำไปผสมผสานกับการใช้อาวุธมีด ดาบ หอก เพื่อป้องกันตนเองและป้องกันประเทศ ....มวยไทยนั้นมีมาพร้อมกับคนไทย เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยมาช้านาน ในสมัยโบราณประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ จึงมีการสู้รบกันอยู่เสมอๆ ดังนั้นชายไทย...

ลูกไม้มวยไทย

ลูกไม้มวยไทย เอราวัณเสยงา 1. เอราวัณเสยงา (แหวกชกเสยคาง) ลูกไม้นี้คล้ายกับแม่ไม้มวยไทย ชื่อตาเถรค้ำฝัก ฝ่ายรุก ชกต่อยหมัก ซ้ายตรง ไปที่ใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมเสมอคาง ฝ่ายรับ เอนตัวผลักเฉียงไปทางซ้ายเล็กน้อย เพื่อหาหลบหมัดซ้ายของฝ่ายรุก พร้อมกับใช้หมัดซ้ายแหวกหมัดคุมของ ฝ่ายรุกด้วยหมัดซ้าย หมุนตัวไปทางขวาพร้อม ทั้งใช้หมัดซ้ายชกเสยปลายคางของฝ่ายรุก ฝ่ายรับพยายามแบนาตัวให้หัวไหล่ชิดอกฝ่ายรุก บาทาลูบพักตร์ 2. บาทาลูบพักตร์ (ปัดหมัดเตะตรงหน้า) ฝ่ายรุก พร้อมหมัด คุมเชิงโดย หมัดซ้ายนำ พร้อมทั้งก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมปลายคางเต รียมจะชกหน้าฝ่าย รับด้วยหมัด ซ้ายตรง ฝ่ายรับ ตั้งหมัด ซ้ายนำพร้อม ทั้งก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าเช่นเดียวกัน พอ ฝ่ายรุกขยับตัวจะก้าวชกด้วยหมัดซ้ายตรง ฝ่ายรับรีบใช้หมัดซ้าย ปัดหมัดซ้ายของฝ่าย รุกที่จะชกมาให้เบนไปทางชวาของฝ่ายรับ พร้อมกับรีบเตะด้วยเท้าชราตรงไปที่ปลาย คางของฝ่ายรุก หรือใช้ฝ่าเท้าลูบหน้าฝ่ายรุก แทนการเตะปลายคาง ตัวเอนไปทางซ้ายยืนบนปลายเท้าซ้าย หมัดทั้งสองคุมเชิงอยู่เสมอหน้าอก ข...